วิธีทำ visa อังกฤษแบบ Short term study

posted on 21 May 2017 00:53 by coffeelover1404 in MyJournal directory Lifestyle, Travel, Diary

ฮัลโหลค่าเพื่อนๆ ที่หลงแวะมาที่บล็อกของเรานะคะ

ในบทความนี้เราจะเขียนขั้นตอนว่าทำวีซ่าแบบ Short term study ต้องทำยังไง ขอเกริ่นก่อนด้วยว่าเราไม่เคยไปอังกฤษมาก่อน ก็เลยไม่เค๊ยยยย ขอวีซ่าเลย เพราะนี่ก็ต้องไปโดยไม่มีหม่อมแม่ไปด้วยอ่ะเนอะ 55555

บางคนที่ไปหาข้อมูลมาแล้วอาจจะเห็นมาบ้างว่าเราต้องทำเรื่อง TB test หือ? แล้วมันคืออะไรเหรอ? ทดสอบภาษาอังกฤษรึเปล่า (อินี่โง่นึกว่าอย่างงั้นมาแล้ว 55555)

แต่พอเราไปหาในยูทูปมันคือตรวจสุขภาพวัณโรคจ้า เราก็เงิบเลย เราต้องทำด้วยเหรอ บางคนบอกว่าเขาให้เราทำเพราะประเทศเราเป็นเขตเมืองร้อน เขาก็กลัวเราเอาเชื้อไปแพร่น่ะค่ะ แต่ในกรณีเรายื่นไปในระยะสั้น เราไม่ต้องทำ TB test ค่าาาา เย่ะ

ทีนี่มาในส่วนขั้นตอนที่เราต้องทำในการยื่นวีซ่า แบบ Short term study เนอะ

  1. เข้า Google พิมพ์หา Visa UK ได้เลยจ้า
  2. ทีนี้เราก็จะเจอเว็บ Visa4uk สำหรับทำการกรอกประวัติ จองวันยื่นเอกสารค่ะ
    ขั้นตอนนี้แหละค่ะที่ทำให้แนนกลัวมากว่าวีซ่าจะผ่านมั้ย เพราะกรอกประวัติเยอะมากกกกกก ทำใจกันก่อนเลยนะคะ
  3. ให้เพื่อนๆ สมัครเข้าเวบเพื่อกรอกข้อมูลก่อนเลยค่ะ
  4. ไล่ตั้งแต่ประวัติส่วนตัว ประวัติการเดินทางย้อนหลัง 10 ปี การเงิน ไปจนถึงแผนการเดินทางค่ะ
    เพราะฉะนั้นเราจะอธิบายคร่าวๆ พอเนอะ เดี๋ยวก็ต้องไปเจอแน่นอน
  5. ข้อมูลที่เราต้องมีคือวันไป-กลับค่ะ เพราะสิ่งนี้จะบอกว่าคุณได้เที่ยวหรือเรียนกี่วัน มันทำให้เราจัดตารางเวลาง่ายขึ้นจริงๆ นะ วันไปกลับเนี่ย แต่ในข้อมูลที่เขาให้กรอกเขาจะถามอย่างแรกว่าเราไปวันไหนค่ะ วันกลับเขาไม่ได้ถาม (เท่าที่จำได้นะคะ)
  6. นอกจากวันไปแล้วก็ประวัติส่วนตัว ถามรหัสพาสปอร์ตย้อนหลัง ถามประวัติว่าเราเคยไปประเทศไหนมาบ้าง ชิวๆ ค่ะ เขาแค่ถามเพื่ออย่างน้อยเราไม่เคยก่อเหตุที่ไหนมา
  7. จากนั้นเขาจะถามแน่นอนว่าเราไปพักที่ไหนอะไรยังไง ให้ลงที่อยู่ของที่พักหรือหอพัก ที่อยู่ของมหาลัยหรือโรงเรียนที่เราจะไปค่ะ
    อย่างของเรา เราก็เช่าบ้านพักไว้ที่นั่น เราก็ติดต่อให้ฝั่งนั้นส่งที่อยู่มาแล้วกรอกที่อยู่ลงไป
    - ตอนกรอก กรอกทั้งที่อยู่ของมหาลัยกับบ้านพัก เขาจะให้ลงรหัสเอ่อ... post code ก่อนเลย
    ตอนแรกเราก็งงกับเพื่อนว่ามันดูยังไงหว่า มันจะเป็นตัวหนังสือ+ตัวเลขอ่ะค่ะ ลองหาในที่อยู่ดู แล้วมันก็จะ auto โผล่ชื่อมาให้เลย แต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เราก็ต้องแก้ให้มันถูกต้อง
  8. หลังจากเรื่องของที่อยู่แล้วเนี่ย เราก็ต้องมีเรื่องของเงิน อูววววววว เป็นคำถามที่แนนไม่ตั้งตัวมากเพราะเขาถามละเอียดมากกก
    เช่นเงินสดที่พกไปในกระเป๋า เงินสำหรับการเที่ยว เงินสำหรับการเดินทางครั้งนี้ เงินสำหรับต่อวัน ขุ่นพระ!!! เยอะมากค่ะ
    - เพราะฉะนั้นตอนไปยื่นเอกสารต้องมีหลักฐานทางการเงินนะคะ bank statement พกไปด้วยค่ะ

ทีนี้พอเรารอดพ้นจากการกรอกประวัติ เช็กข้อมูลที่กรอกให้เรียบร้อยนะคะก่อนจะคอนเฟิร์ม ไม่งั้นกลับไปแก้เองไม่ได้แล้วนะเออ เพราะพอเราตกลงปั๊บ เขาจะมีให้เซ็นชื่อโดยการพิมพ์ชื่อเราเพื่อยืนยันข้อมูลค่ะ

พอยืนยันเราก็จองวันที่จะไปทำได้เลยย เย่!!!

ตอนนั้นเราทำแบบกะทันหันมากค่ะ เลยกังวลว่าต้องยื่นแบบ super priority รึเปล่า ราคาอยู่ที่ 40,000 กว่า น้ำตาปริ่มเลยค่ะ

แต่ด้วยความที่เราสงสัยเลยไปยืนๆ ถามพนักงานที่ตึก Trendy พวกพี่เขาวิ่งวุ่นมากต้องหาจังหวะถาม ได้ความมาว่าจองวันนัดแบบ standard ได้ค่ะ แล้วพอถึงวันนัดก็บอกเขาว่าทำแบบ Fast track จ่ายเงินสด 8,000+ จะได้ภายใน 5 วัน ต่างจาก 40,000 ที่ได้ภายในวันเดียว

กลับมาบ้านเรารีบจัดเลยค่ะ รีบทำการคอมเฟิร์มข้อมูลและรีบนัดวันที่จะไปยื่นเอกสาร ค่าทำวีซ่าเขาตัดเงินจากบัตรเครดิตหรือเดบิตค่ะ ราคาอยู่ประมาณ 4,000+ พอถึงวันนัดก็เตรียมเอกสารไปเลยค่ะ

  1. เอกสารใบนัด (มี 2 ชุด)
  2. สำเนาพาสปอร์ต
  3. รูปถ่ายเพื่อแปะลงเอกสาร (ลองค้นในกูเกิ้ลดูนะคะ มันจะบอกขนาดรูป และขนาดหน้าบนรูปไว้)
  4. สำเนาทะเบียนบ้าน, บัตรประชาชน (2 อันนี้เราเอาไปเผื่อค่ะ)
  5. จดหมายยืนยันจากทางมหาลัย (เช่นที่เราเป็นนักศึกษาจริงๆ นะ!)
  6. จดหมายจากที่พัก
  7. ใบจองที่พัก
  8. Bank statement
  9. เงิน (ถ้าจะทำแบบ Fast track)

โดยทั้งหมดนี้คือเป็นแบบภาษาอังกฤษนะคะ ยกเว้นสำหรับบัตรประชาชนกับสำเนาทะเบียนบ้านเราไม่ได้แปล แล้วก็ถ่ายเอกสารเก็บไว้สำหรับเราด้วยเผื่อต้องใช้ในภายหลัง เราขอแนะนำให้หนีบเอกสารที่จะยื่นให้ทางนั้นไว้ชุดนึงนะคะ เพราะตอนยื่นมันรวดเร็วมาก

เมื่อมาถึงวันนัด เราต้องไปถึงก่อนเวลาประมาณ 30 นาทีนะคะ เผื่อรถติด วันเราไปฝนตกรถติดหนักมาก ไปที่ตึก Trendy ชั้นแรกจะมีคนเรียกคิวเป็นแต่เที่ยวของเวลาค่ะ อย่างของเรา 12.15 เขาก็จะเรียกให้เอาใบนัดไปปั๊ม แล้วก็ขึ้นสู่ชั้น 28

ต่อคิวสำหรับ UK รับบัตรคิวเลยค่ะ แล้วเพื่อนๆ ก็จะได้เข้าสู่ห้องรอคิว ตื่นเต้นมากค่ะตอนนั้น5555 พอถึงคิวก็เข้าช่องที่เรียกเหมือนตอนอยู่ธนาคารเลย แล้วก็ยื่นเอกสารที่จะเขา ทีนี้เราต้องตรวจเช็กดีๆ นะคะว่าเราให้เอกสารครบรึเปล่า แล้วก็ถ้าอยากแก้ข้อมูลอะไรที่เราเคยกรอกไว้ก็บอกพนักงานได้เลยค่ะ เขาจะให้ปากกาเราเขียนแก้พร้อมเซ็นลายเซ็นแบบพาสปอร์ต (แต่เป็นไปได้ก็อย่ากรอกผิดเลยค่ะ TT)

ช่วงสำคัญคือถ้าทำแบบ Fast track บอกเขาตอนยื่นเอกสารเลยนะคะแล้วก็จ่ายเงินที่เตรียมไป

พนักงานจะมีถามเรื่องค่าบริการอื่นๆ อีกเช่น ส่งพาสปอร์ตกับเอกสารกลับทางไปรษณีย์ และแจ้งเตือนผ่าน SMS ซึ่งของเราไม่ได้จ่ายไปแต่เลือกมารับเอกสารเอง แล้วก็รับแจ้งเตือนทางอีเมลแทนค่ะ

จากนั้นพอคิดว่าเอกสารครบเขาจะปิดซองโดยที่เราห้ามแกะแล้วไปเข้าสัมภาษณ์ค่ะ ในนั้นเขาจะถามอะไรนิดๆ หน่อยๆ ถ่ายรูปแล้วก็แสกนลายนิ้วมือ เก็บเซ็นลายเซ็น เป็นอันจบค่ะ ตอนเราแสกนลายนิ้วมือคือสั่นนิดๆ ตื่นเต้น5555

เขาจะให้ใบเสร็จเย็บติดกับสำเนาพาสปอร์ตคืนมาค่ะ เอาไว้เป็นหลักฐานตอนมาเอาเอกสารคืน

embarassed

จนผ่านไปประมาณ 2-3 วัน ไวมากๆ ค่ะ เพราะเขาแจ้งอีเมลมาว่าให้เอาเอกสารได้ในอีก 2 วัน ตอนไปรับก็เตรียมสำเนาพาสปอร์ทกับใบเสร็จไป รับบัตรคิว แล้วก็ได้วีซ่ากลับมาาาาาา เขารักษาเอกสารดีมากเลยค่ะ แบบว่าซองเหนียวมาก55555

ของที่เราได้คืนมาก็จะเป็นเอกสารที่เขาไม่น่าจะใช้ค่ะ เพราะเขาคืนมา555555 ส่วนมากเขาจะเอาพวกใบยืนยันว่าเราเป็นนักศึกษาไป ทีนี้เราก็ลองเปิดพาสปอร์ตมาดูเลยค่ะว่าจะมีวีซ่าอังกฤษแปะอยู่ ปริ้นสีซะด้วย (เลอค่า) kiss

แล้วก็จบการรีวิวแต่เพียงเท่านี้ ใครที่จะยื่นวีซ่าแบบ short term study ก็ขอให้โชคดีนะคะ หวังว่าบทความนี้จะช่วยได้ไม่มากก็น้อย

อันนี้คือรูปซองค่ะ กว่าจะได้มายากลำบากเหลือเกิน เลอค่ายิ่งนักกก

รีบพิมพ์อาจมีตกหล่นต้องขออภัยนะคะ

 

edit @ 22 May 2017 19:53:27 by coffeelover

คิดมาก

posted on 08 May 2016 13:59 by coffeelover1404 in MyJournal

สวัสดีค่า วันนี้กลับมานั่งเขียนบล็อกอีกแล้ว

ก็ไม่ได้ว่างอะไรหรอกค่ะ แฮ่ เพราะเดี๋ยววันอังคารเราก็มีสอบแล้ว แง...

เวลาผ่านไปเร็วมากเลยนะคะ

 

มาว่าด้วยหัวข้อ ผู้ญิงเป็นเพศที่คิดมาก(?)

เราไม่ได้จะตีความประโยคนี้ซะทีเดียวหรอกค่ะ เราแค่อยากจะมาระบายมากกว่า 55555

 

บ่นๆ ไป

สำหรับเรา เราก็เป็นคนที่ชอบคิดเล็กคิดน้อยนะคะ ยิ่งอยู่ในยุคสมัยที่มีการแชทเยอะขนาดนี้

เราอยากจะลองอยู่ในยุคที่ส่งจดหมายกันดูบ้างจัง ให้คนที่อยู่ปลายทางคิดถึงเราจนตายกันไปข้าง (หัวเราะ)

 

 =====================================

คำว่า คิดมาก ตีได้เป็นสองอย่าง

คิดมาก ทวนแล้วทวนอีกเพื่อความรอบคอบ หรือ คิดมาก และกังวลถึงอนาคต

โดยส่วนมากเป็นอย่างหลังล่ะค่ะ

เรามักกังวลถึงเรื่องอนาคตเพราะเรื่องราวในอดีตสอนให้เราจดจำตามกลไกความทรงจำของมนุษย์

ธรรมชาติแล้ว เวลาเราพลาดสิ่งใดในอดีต เราจะเก็บความทรงจำนั้นมาเตือนใจ

ไม่ให้ทำเรื่องที่ผิดพลาดอีกครั้ง

แต่บางที สิ่งนี้ก็น่ากลัวมากค่ะ เพราะมันจะกลายเป็น ความกังวล

 

บางทีเราก็งงตัวเองค่ะว่าตอนนี้เรากังวลอะไรอยู่กันแน่

ล่าสุดเราได้เรียนวิชา man and society มาค่ะ มันเป็นวิชาเกี่ยวกับจิตวิทยา

ปกติแล้วผู้หญิงเป็นเพศที่คิดเล็กคิดน้อย มากกว่าผู้ชาย

 

เราว่าอาจเป็นเพราะผู้ชายไม่ค่อยแสดงออกรึเปล่า ว่าเขาก็คิดมากอยู่

หรือ... เขาจะคิด จัดการเรื่องเป็นเรื่องๆ ไป?

 

น่าเบื่อนะคะที่เรามัวแต่นั่งกังวลว่า...

อีกฝ่ายเมื่อไหร่จะตอบเรานะ?

อีกฝ่ายจะคิดถึงเราบ้างไหมนะ?

อีกฝ่ายคุยกับใครอยู่นะ?

ทำไมเราถึงไม่เหมือนแต่ก่อนนะ?

คอยบอกฝันดี หรือ อรุณสวัสดิ์ยามเช้า?

หรือเพราะแต่ละวันที่ผ่านไป ความต้องการเรามันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ?

 

ก็แค่ความคิดเล็กๆ ที่ได้แต่แสดงอาการน้อยใจ 55555

ถ้าใครประสบปัญหานี้อยู่ เราเชื่อค่ะว่าต้องมีคนอื่นเป็นเหมือนเรา

 

น่าแปลกนะคะ ทั้งที่คนทุกคนมีโอกาสซึมเศร้าได้

...แต่พอถึงคราวเรา เรากลับรู้สึกเศร้าและตัวคนเดียว...

 

...

sometimes please you look back what we did before and right now it's not thing

I don't want to change but everything is not last forever...

 

เราเคยคุยกับพี่คนหนึ่งค่ะ เขาเคยถามเราว่าเหนื่อยมากมั้ย

ลองวางสิ่งที่เราแบกไว้ลงกับพื้น ทิ้งทุกอย่างเลยค่ะ

ลองจ้องมองมันสักพัก

มองว่าเราควรทำยังไงกับมัน แล้วค่อยๆ จัดการแก้ไข

เรื่องไหนปล่อยได้ก็ปล่อยค่ะ

แล้วมันจะดีขึ้นเอง

 

we can see those solution but we pretend to blind

edit @ 8 May 2016 14:09:51 by coffeelover

[pic] สัพเพเหระ Japan etc.

posted on 28 Jun 2015 20:07 by coffeelover1404 in MyJournal directory Travel, Diary, Idea
 
สวัสดีค่าาาาา
 
วันนี้ก็ไม่ได้ว่างอะไรมากแต่อยากจะแวะมาเขียนบล็อค 5555
 
จู่ๆ คิดขึ้นมาได้ว่าตอนเราไปญี่ปุ่นนี่ เรามักแวะแต่ร้านหนังสือนะ?
 
   
 
และเราก็ถ่ายมาซะเยอะแยะเลยล่ะค่ะ 5555
 
นึกย้อนแล้วก็ตลกดี
 
เวลาคุณไกด์ปล่อยให้เป็นเวลาอิสระ จะไปไหนก็ได้ เรานี่เอาแต่พุ่งเข้าร้านหนังสือ
 
ไอเพื่อนเราก็เอาแต่ "โอ๊ยยยย แกจะเข้าแต่ร้านหนังสือเหรอ อ่านญี่ปุ่นก็ไม่เป็นเนี่ยนะ?" Foot in mouth
 
แวะบ่อยถ่ายบ่อยจนเกือบเรียกว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของเราซะละ 555
 
 
 
 
สำหรับเราแล้วร้านหนังสือนี่เป็นที่ๆ เราอยู่แล้วรู้สึกสบายใจดีค่ะ

มันทำให้เราลืมเรื่องหนักใจได้ชั่วคราว

อย่างเวลาปรกติที่ห้างงี้ เราก็มักจะแวะเข้าร้านหนังสือตลอด ถึงจะแค่เข้าไปดูแต่ไม่ค่อยได้ซื้อ

แฮ่ๆ
 
 
 
มากกว่านั้น แนนว่าเวลาเลือกซื้อหนังสือนี่ สนุกกว่าเดินเลือกซื้อเสื้อผ้าอีกค่ะ!
 
เราจะรู้สึกตามันวาว ยิ่งถ้าเจอตู้หนังสือที่มีหนังสือวางอยู่หลายๆ สีนี่ฟินาเล่ Wink
 
 

 
 
 
 
แนนว่าคนทุกคนมีสถานที่อยู่ในใจค่ะ
 
บางคนอาจอยู่ทะเล
บางคนอยู่ร้านกาแฟ
บางคนอยู่ร้านอาหาร
บางคนอยู่ร้านซีดี
บางคนนั่งอยู่บ้านเล่นคอม ฟังเพลง
 
"ก็รู้สึกสบายใจแล้ว"
 
 
 
อย่างเพื่อนเรางี้...
แค่ได้นั่งกินปูก็สบายใจแล้วค่ะ 5555555 Undecided
 
 
____________________________________________________________________
 
อ้อ พอมานั่งค้นรูปหนังสือ แนนก็เจออะไรที่น่าสนใจด้วยค่ะ(?)
 
 
แบบว่า...ในร้านหนังสือเขาจะตั้งการ์ตูนไว้ ตอนเราเดินผ่านเป็นต้องเหลียวมอง
 
เพราะว่าเขามีอัดเทปไว้เล่นเสียงเพื่อโฆษณา อยากบอกว่าเสียงหล่อมากกกก Sealed
 
ตอนนั้นรู้สึกเลยว่า อืมมมมม เขาเข้าใจคิดแฮะ เจ๋งอ่ะค่ะ!
 
____________________________________________________________________
 
แล้วก็คือตอนเราเดินดูหนังสือ...
เจอเรื่องหนึ่งปกน่าอ่านมาก
อ๊าก เราอยากซื้อมากค่ะ!!! แต่เราดันอ่านภาษาญี่ปุ่นไม่เป็นน่ะสิ ฮือออออ
Tongue outTongue outTongue out
 
V
V
V
อยากให้มีแปลไทยจัง ไอเราก็อ่านไม่ออกแม้แต่ชื่อ...
อ่านเป็นแต่ตัวฮิรางานะ Tongue out
 
 
____________________________________________________________________
 
ด้วยความสั้นของบทความนี้ ขอส่งท้ายด้วย
 
 
กล่องโปรแกรมโวคัลลอยด์!!! ราคาที่สูงจนแนนมิอาจเอื้อม Yell
ตอนเห็นเรานี่รู้สึกเหมือนเป็นกบในกะลาเลย 5555
แบบว่าไม่เคยเห็นของจริงง่ะ
ซึ่งแนนดูจากราคาแล้วมันก็เป็นคล้ายๆ กับเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งก็ประเทศเขาเลยล่ะค่ะ
ใจจริงอยากซื้อมาลองใช้ดู แต่กระเป๋าเราคงแห้งก่อนวันสุดท้ายที่ญี่ปุ่นซะก่อน 555